โรงพยาบาลเกษมราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์

ข่าวสาร & อัพเดท

เบาหวานขึ้นตา

 

1.โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเกิดจาก ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลายาวนาน ซึ่งสาเหตุเกิดจากตับอ่อน(pancreas) ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ไม่เพียงพอ ต่อเซลล์ของร่างกายตอบสนองผิดปกติต่ออินซูลินที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำเอาน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดในร่างกายผิดปกติและส่งผลให้ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายรวมถึง “ดวงตา” ผิดปกติ

2. โรคเบาหวานขึ้นตา

เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานส่งผลให้หลอดเลือดของจอประสาทตาเสียหาย

Image

3. ระยะเบาหวานขึ้นตา

ตามระดับความรุนแรง แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ เบาหวานระยะแรกหรือระยะไม่มีเส้นเลือดใหม่ (Non-proliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) และเบาหวานระยะมีเส้นเลือดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR)

  • 3.1. เบาหวานในระยะแรกหรือระยะที่ไม่มีเส้นเลือดใหม่
    เป็นระยะที่ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง ทำให้หลอดเลือดโป่งพอง อาจจะทำให้ มีเลือดหรือของเหลวในหลอดเลือดรั่วไหลออกมาในจอประสาทตาทำให้ฐานประสาทตาบวม, ในระยะแรกนี้ มีอาการเพียงเล็กน้อย, ถ้าเกิดหลอดเลือดรั่วบริเวรจุดรับสายตา(Macular) จะทำให้จอประสาทตาบวม(Macular edema) ทำให้การมองเห็นลดน้อยลง, ถ้ามีการอุดตันของหลอดเลือด อาจทำให้เกิดฐานประสาทตา หรือ เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม( Macular Ischemia) ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ เบาหวานขึ้นตาระยะแรก (NPDR) นี้ แบ่งตามความรุนแรง มี 3 ขั้น เบา,ปานกลาง, รุนแรง
Image
  • 3.2.เบาหวานระยะมีเส้นเลือดใหม่
    เป็นช่วงที่หลอดเลือดอุดตันทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงขั้วประสาทตาได้น้อยลงและทำให้ขั้วประสาทตาขาดเลือดทำให้มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนแต่หลอดเลือดใหม่นี้จะมีผนังที่อ่อนแอ ที่ทำให้แตกง่ายทำให้เกิดเลือดออกในวุ้นตาและขั้วประสาทตาบวมซึ่งเป็นสาเหตุของจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment)
Image

หากเส้นเลือดใหม่นี้เกิดขึ้นที่มุมหน้าม่านตา จะทำให้ความดันตาสูงขึ้น ทำให้เส้นประสาทตาเสียหาย และเป็นโรคความดันตาสูงหรือต้อหิน (Neovascular)

Image

4. อาการของเบาหวานขึ้นตา

ในระยะแรกจะไม่มีอาการใด ๆ การมองเห็นยังปกติดี ทำให้คนป่วยไม่รู้ตัวและไม่เข้ารับการตรวจตา
ถ้าเบาหวานขึ้นตาหายแล้วจะมีอาการต่างๆ ดังนี้

  • เห็นจุดดำ หรือ ใยคล้ายใยแมงมุมลอยไปมา
  • เห็นภาพบิดเบี้ยว
  • ตามัว
  • สายตาไม่คงที่
  • จำแนกสีได้ยาก
  • เห็นภาพดำเป็นบางจุด
  • กรณีเกิดภาวะความดันลูกตาสูง จะมีตาแดง เจ็บปวดตา ตาพร่ามัวมาก

ในบางคนไม่มีอาการอะไรเลย ถึงแม้ว่าเบาหวานขึ้นตาจะอยู่ในระยะรุนแรงก็ตาม

Image

5. การวินิจฉัยโรค

ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจตาและขยายเพื่อคัดกรองเบาหวานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง การมองเห็นจะยังมองเห็นเป็นปกติdH9k,
หลังหยอดตาผู้ป่วยจะมีอาการตามัวเล็กน้อยประมาณ 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรขับรถเองควรมีญาติมาด้วยในวันที่ตรวจเบาหวานหากตรวจไม่พบเบาหวานที่ตาควรตรวจตา ตรวจและขยายตาทุกปีหากตรวจพบว่าเป็นเบาหวานควรได้รับการรักษาที่เหมาะสมหรือตรวจตาถี่ขึ้นตามระยะเวลาและความรุนแรงของเบาหวาน

Image

6. การรักษา

การรักษาเบาหวานในระยะแรกคือระยะที่ไม่มีเส้นเลือดใหม่หรือไม่มีการมองเห็นที่ผิดปกติอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในทันที การควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรักษารวมถึงการควบคุม โรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เพื่อช่วยป้องกันความรุนแรงของโรค
การตรวจเลือดบ่อยขึ้นจะช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็วขึ้นและได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น

การรักษาเบาหวานขึ้นตาในระยะรุนแรง ซึ่งเป็นระยะที่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ ระยะนี้คนป่วยควรได้รับการรักษา ซึ่งมีวิธีการรักษาได้แก่

  1. การยิงแสงเรเซอร์ เพื่อควบคุมและรักษาการรั่วไหลของหลอดเลือดและช่วยลดการเกิดใหม่ของหลอดเลือด, อย่างไรก็ตาม การยิงแสงเรเซอร์ จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้นแต่จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น และป้องกันสายตาไม่ให้พร่ามัวมากขึ้นกว่าเดิม
  2. การฉีดยา Anti – Vascular Endothelial Growth Factor (Anti – VEGF) เข้าน้ำวุ้นตา เพื่อลดการเติบโตของเส้นเลือด ลดการบวมของจุดรับสายตา จะช่วยให้การมองเห็นดีมากขึ้น
  3. การฉีดยาสเตียรอย (Steroids) : อาจจะเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางคน เพื่อลดการบวมของจุดรัยสายตา จะช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น, แต่อาจมีผลข้างเคียงจะทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้
  4. การผ่าตัดน้ำวุ้นตา (Vitrectomy) ในกรณีคนป่วยที่มีเลือดออกในน้ำวุ้นตาเยอะ หรือคนที่มีผังผืดที่จอประสาทตา ทำให้ประสาทตาบวม หรือจอประสาทฉีกขาด หรือหลุดออก เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นแบบถาวร

7. การป้องกัน (Diabetic Retinopathy Prevention)

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับความดันในเลือดและระดับไขมันในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • งดการสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอร์
  • สังเกตการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น และควรไปพบแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะ จักษุแพทย์(Ophthalmologist) โดยด่วน ถ้าพบว่าการมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว, เห็นจุดดำลอยไปมา
  • ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ควรพบแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (จักษุแพทย์) Ophthalmologist เป็นประจำทุกเดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ถึงแม้การมองเห็นยังปกติอยุ่ก็ตาม