โรงพยาบาลเกษมราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์
บทความ
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
เมื่อป่วย มีอาการจาม น้ำมูกใสไหล คัดจมูก คอแห้ง ไอแห้ง ๆ อาจจะคิดว่า เป็นแค่อาการไข้หวัด ไอ หรือภูมิแพ้ทั่ว ๆ ไป แต่อาการดังกล่าว อาจบ่งบอกถึง โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว เราจะดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้อย่างไร มีคำแนะนำค่ะ
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (upper respiratory tract infection) – เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่เกี่ยวกับ จมูก หู คอ กล่องเสียง หลอดลม จนถึงปอด โดยเชื้อจะเข้าสู่ทางจมูก และคอ ทำให้เยื่อบุจมูกบวมแดง และมีการหลั่งสารที่เป็นเมือกออกมา เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝน และ ฤดูหนาว หรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
กลุ่มโรคที่พบได้บ่อยเมื่อติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
ไข้หวัด (Common cold / Acute nasopharyngitis)
โรคหูชั้นกลางอักเสบ (acute otitis media)
ไซนัสอักเสบ (Sinussitis)
กล่องเสียงอักเสบ (acute laryngitis)
คออักเสบเฉียบพลัน (Acute Pharyngitis)
ต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน (Acute Tonsillitis)
โรคหลอดลมอักเสบ (acute bronchitis)
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower respiratory tract infection)
โรคปอดบวม (pneumonia)
สาเหตุของโรค
สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีอยู่เกือบ 200 ชนิด โดยไวรัสที่พบได้ และก่อให้เกิดอาการ เช่น
1.โคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2 Virus)
2.อินฟลูเอนซ่าไวรัส (Influenza A&B Virus)
3.เรสไพราทอรีซินไซเตียลไวรัส( RSV (Respiratory Syncytial Virus))
4.อะดีโนไวรัส (Adenovirus)
5.เอนเทอโรไวรัส ( Enterovirus )
6.ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (hMPV)
ซึ่งบ่อยครั้งที่ไวรัสมากกว่าหนึ่งชนิดก่อให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับ โรคไข้หวัด ซึ่งพบได้ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย การไอจามในแต่ละครั้ง จะทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปได้ประมาณ 3 ฟุต และมีชีวิตปะปนอยู่ในอากาศได้เป็นวัน หรือหลายวัน
การแพร่กระจายติดต่อของเชื้อ
1. การติดต่อในระหว่างผู้ใกล้ชิด / ในสถานที่แออัด อากาศไม่ค่อยถ่ายเท เช่น โรงภาพยนตร์ รถโดยสาร อาคารบ้านเรือนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
2. ติดจากการไอ จาม หรือติดมากับมือของผู้ป่วย รวมถึงไวรัส น้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยที่ติดมากับผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ของเล่น หนังสือ โทรศัพท์ เป็นต้น และเมื่อใช้นิ้วขยี้ตา หรือ แคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคน ๆ นั้น จนกลายเป็นไข้หวัดได้
ระยะฟักตัว และ ระยะติดต่อของโรค
ระยะฟักตัว – ประมาณ 1 – 3 วัน นับตั้งแต่รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จนเริ่มปรากฏอาการให้เห็น
ระยะติดต่อ – ตลอดเวลาที่ผู้ป่วยมีเชื้อโรคในร่างกาย เมื่อหายป่วยจะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นประมาณ 1 – 3 เดือน แต่ก็จะเป็นไข้หวัดได้อีก โดยเด็กเล็กจำเป็นต้องรักษาความสะอาด และผู้ปกครองควรดูแลใกล้ชิด เพราะ ภูมิต้านทานโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่
อาการป่วยของ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
1. จาม น้ำมูกใสไหล คัดจมูก คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะสีขาว เสียงแหบ อาการตามร่างกายทั่วไป คือ ปวดศีรษะบ้าง มีไข้เป็นพัก ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย เป็นต้น เด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียน เวลาไอ
2. อาการต่าง ๆ ในข้อ1 มักจะอยู่ได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถ้ามีอาการรุนแรงก็อาจมีอาการนานถึง 2 สัปดาห์ (อาจมีอาการไอร่วมด้วย ที่สามารถต่อเนื่องไปได้ถึง 3 สัปดาห์)
3. บางคนอาจสับสนอาการดังกล่าว กับไข้หวัดใหญ่ แต่ในความจริงแล้ว ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากกว่า และ มีไข้สูงกว่า ทั้งนี้ผู้ป่วยควรพบแพทย์ เมื่อไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือ แค่ไข้หวัดทั่วไป
4. ถ้ามีอาการเกิน 4 วัน อาจมีน้ำมูกข้นเหลือง, เขียว หรือไอมีเสมหะสีเหลือง เขียว จากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรีย และอาจมีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อนได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย
อาการป่วยของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว แน่นหน้าอก ควรต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์
1. ทานยาลดไข้พาราเซตามอล ถ้ามีน้ำมูกไหลจนสร้างความรำคาญ อาจทานยาแก้แพ้ เช่น ลอราทาดีน ระวังชักเกร็งในกรณีไข้สูงในเด็กอายุ น้อยกว่า 2 ขวบ
2. นอนพักผ่อนให้มาก ๆ เป็นไปได้ควรนอนในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก และนอนห่มผ้า หรือ ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ กางเกงขายาว อาจใส่ถุงเท้าร่วมด้วยก่อนนอน
* ถ้าอาการไม่หนักมาก เพียงทำตาม 2 ข้อแรก อาการก็จะดีขึ้นได้ภายใน 2 – 3 วัน
3. ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมโดยตรง และใช้หน้ากากอนามัยปิดจมูกและปากเสมอ เมื่อต้องออกไปเจอกับอากาศข้างถนน หรือในสถานที่แออัด
4. ถ้ามีอาการไอ เจ็บคอ ร่วมด้วย ควรใช้เสียงให้น้อยที่สุด และไม่กินของทอด รสจัด รสเผ็ด เป็นต้น และงดสูบบุหรี่ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
5. ควรพยายามทำความสะอาดคอบ่อย ๆ เช่น แปรงฟันหลังอาหารทันที กลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปาก หรือ เกลือ และอาจใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย เพราะ เศษอาหารมักตกค้างในช่องปาก และลำคอ ทำให้จำนวนแบคทีเรียในคอเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้คออักเสบมากขึ้นได้
6. เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำธรรมดา
7. ดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิห้องให้มาก ๆ งดน้ำเย็นไปก่อน
8. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 7 – 10 วัน แนะนำให้พบแพทย์
การดูแลสุขภาพตนเอง
1. หลีกเลี่ยงที่ชุมชน เช่น โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า การเดินข้างถนนที่มีฝุ่นควันมาก และควรใช้หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน
2. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ และไม่ควรเอามือเข้าปาก หรือขยี้ตา เพราะจะเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 8 ชั่วโมง / วัน และหมั่นทำความสะอาดห้องนอนอยู่เสมอ
4. อย่าอยู่ใกล้ชิด และ อย่าใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เครื่องใช้ ของเล่น ร่วมกับผู้ป่วยโรคหวัด
5. ไอหรือจาม ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือ กระดาษปิดปากอยู่เสมอ
6. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ 2-3 ครั้ง ต่อ 1 วัน
การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Code S5114 Respiratory Infection Profile SARS-Cov2 (Flu A/B) /RSV /Adenovirus / hMPV rapid test
การตรวจหาแอนติเจนต่อเชื้อ Adenovirus, Respiratory Syncytial Virus (RSV), human metapneumovirus antigens (hMPV), SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุของโรค COVID-19 รวมถึงเชื้อ Influenza A และB ในสิ่งส่งตรวจที่เป็น Nasopharyngeal swab
เก็บตัวอย่างเพียง 1 ครั้ง สามารถตรวจหาการติดเชื้อ ได้ 6 รายการตรวจ รายงานผลตรวจเชิงคุณภาพโดยวิธี rapid chromatographic immunoassay ด้วยหลักการ lateral flow immunoassay สำหรับตรวจหาแอนติเจนต่อเชื้อ
การคีย์ส่งตรวจ
Code : S5114 Respiratory Infection Profile SARS-Cov2 /Flu (A/B) /RSV /Adenovirus / hMPV rapid test
การเก็บสิ่งส่งตรวจ
Swab ปราศจากเชื้อ (สำหรับ nasopharyngeal swab) ให้ใช้ไม้ swab ที่จัดไว้ให้
- การเก็บสิ่งส่งตรวจ Nasopharyngeal swab
Nasopharyngeal swab สอด swab ที่สะอาดเข้าไปถึงโพรงจมูกส่วนหลัง และเช็ดรอบๆ บริเวณนั้นหลายๆครั้งเพื่อเก็บสิ่งส่งตรวจ ตามภาพ
ระยะเวลารอคอยผล
30 นาที
ประสิทธิภาพของการทดสอบ
ชุดตรวจนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับวิธี RT-PCR (Nasopharyngeal Swab) พบว่า
สำหรับ Adenovirus
มีความไวเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 98.3 % (Nasopharyngeal Swab)
ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 98.2% (Nasopharyngeal Swab)
สำหรับ RSV
มีความไวเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 92.7 % (Nasopharyngeal Swab)
ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 98.0% (Nasopharyngeal)
สำหรับ hMPV
มีความไวเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 92.5 % (Nasopharyngeal Swab)
ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 99.1% (Nasopharyngeal Swab
สำหรับ Covid -19
มีความไวเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 96.4 % (Nasopharyngeal Swab)
ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 99.0% (Nasopharyngeal Swab)
สำหรับ Influenza A+B
Influenza A มีความไวเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 99.0 % (Nasopharyngeal Swab)
ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 98.9% (Nasopharyngeal Swab)
Influenza B มีความไวเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 97.7 % (Nasopharyngeal Swab)
ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย เท่ากับ 99.0% (Nasopharyngeal Swab)
หมายเหตุ :
ตรวจสอบและเพิ่มเติมข้อมูล โดย พญ.มนฉาน โลหะ

